เรื่องย่อละคร รักออกฤทธิ์ ตอนที่ 9

943
รักออกฤทธิ์

บทประพันธ์ : นิตินันท์, วรรณพร, นิพล
บทโทรทัศน์ : สมภพผูกพันน้อย
กำกับการแสดง : คิง-สมจริง ศรีสุภาพ
แนวละคร :
ผลิต : บริษัท กู๊ด ฟีลลิ่ง จำกัด

เรื่องย่อละคร รักออกฤทธิ์ ตอนที่ 9

โจกลับไปเล่าให้ป๋องฟัง ถูกป๋องสมน้ำหน้าที่ไม่ใช่ธุระอะไรของตัวสักหน่อยก็ไปแสดงความเห็นมากมาย บอกให้โจไปขอโทษวนิษาและขอกลับไปทำงานต่อ

โจไม่ยอมเพราะตนไม่ผิด ป๋องตั้งข้อสังเกตว่าปกติเขาไม่ใช่คนแบบนี้ ถามว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า? อิจฉานายกริชหรือเปล่า? โจบอกว่าไม่ชอบที่กริชตอแหล

“เขาไม่ได้ตอแหลกับพี่ เขาตอแหลกับคุณวนิษา พี่จะเดือดร้อนแทนทำไม” พูดแล้วเห็นโจเงียบ ป๋องรุกฆาต “พี่โจ ผมสงสัยว่าพี่จะชอบคุณวนิษาแล้วล่ะ”

โจแก้ตัวพัลวัน ด่าป๋องว่าไร้สาระ ตนเจอผู้หญิงที่สวยเซ็กซี่กว่านี้ยังเฉยๆ ทำไมต้องมาอะไรกับยัยตั่วเจ๊นี้ด้วย

“ถ้าไม่มีเรื่องรัก เรื่องงอน แล้วพี่จะทิ้งหน้าที่ทำไม”

“ได้…ถ้าแกไม่สบายใจ ฉันจะกลับไปขอโทษเขา จะได้ขับรถให้เขาต่อ”

โจถูกต้อนจนเถียงไม่ออกต้องยอม ถูกป๋องย้ำว่าต้องไปสืบเรื่องงานไม่ใช่แค่ไปขับรถ โจก็ยังตะแบงว่าเหมือนกันนั่นแหละ พอป๋องถามว่าเขาเป็นอะไรไปแล้ว โจก็หาว่าป๋องนั่นแหละเพี้ยนเอง ตัดบทว่าไปฉี่ดีกว่า แต่ไปผิดทาง พอป๋องบอกก็ทำเฉไฉว่ารู้แล้ว แต่จะไปกินน้ำก่อน ไปหยิบน้ำรินดื่มแล้วเดินไปห้องน้ำ ป๋องจับตามองตามตลอด

พอโจเข้าห้องน้ำมองตัวเองในกระจกรำพึง “จริงของไอ้ป๋อง เราเป็นอะไรไปเนี่ย ตั้งสติหน่อยโว้ยโจ” เขาตบหน้าตัวเองเรียกจิตวิญญาณของ “โจ แอ๊บพันหน้า” กลับคืนมา!

รุ่งขึ้น โจใช้วิธีของตัวเองไปง้อวนิษาที่หน้าคอนโดขณะเธอขับรถออกมา โจพูดดูถูกตัวเองว่าเหมือนแมลงวันหัวเขียวที่พยายามจะทาบรัศมีกับนกอินทรี ทะยานฟ้าอย่างกริชที่เป็นคนดี รูปหล่อ นิสัยดี

แต่พออยู่กับตัวเอง โจมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวว่า

“ฉันจะต้องหาหลักฐานจับเธอเข้าคุกให้ได้ ยัยตั่วเจ๊”

แต่เมื่อได้ขับรถให้วนิษาแล้ว เธอบอกว่า “เรื่องที่นายพูดเมื่อกี๊น่ะ ฉันไม่เห็นด้วยนะ เรื่องที่นายเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น นายไม่ควรดูแคลนตัวเองขนาดนั้น ในสายตาฉัน นายก็เป็นอินทรีได้เหมือนกัน”

โจรู้สึกตัวเบาหวิวเหมือนจะลอยได้ เหลือบมองวนิษาเห็นสีหน้าเธอเรียบเฉย แต่เขาเองจิตใจฟุ้งซ่านจนแทบคุมไม่อยู่ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปมา พอมองกระจกมองหลังเห็นวนิษามองอยู่ก็เขินจนต้องรีบหลบมองไปทางอื่น

ส่วนป๋องก็ได้รับการขอร้องจากปลายฝนให้แกล้งทำตัวเป็นแฟนตนหน่อย เพื่อกีดกันชายคนหนึ่งที่ตามเซ้าซี้ตนจนน่ารำคาญ ใครๆก็ปราบไม่อยู่

พอไปเจอชายคนนั้นกลายเป็นตี๋อ้วนเตี้ยวัยสิบขวบเท่านั้น แต่เจ้าเล่ห์หลอกเตะผ่าหมากจนป๋องทรุดไปกุมเป้า แต่พอลุกขึ้นได้สู้กันพักหนึ่ง สุดท้ายตี๋อ้วนก็แพ้เพราะถูกป๋องถ่มเสมหะใส่ ตี๋อ้วนรังเกียจจนต้องถอย แต่แอบจิกตาคำราม

“ไอ้ป๋อง ฉันต้องแก้แค้นแกให้ได้”

เพื่อตอบแทนป๋องที่ทำงานสำเร็จ ปลายฝนพาไปเลี้ยงร้านหรูที่ทำเอาป๋องงงเพราะมีช้อน ส้อม มีด วางซ้ายขวาเรียงรายจนไม่รู้จะใช้อันไหนทำอะไร แต่ป๋องก็มีความสุขเพราะมีปลายฝนคอยแนะนำให้กำลังใจว่า

“เหนื่อยนิดหน่อยแต่รับรองคุ้ม เพราะร้านนี้อร่อยมากนะ”

โจขับรถไปส่งวนิษา ไปถึงคอนโดปรากฏว่าเธอหลับอยู่จึงไม่ปลุก ได้ยินเธอละเมอเรียก “นายดาว… นายดาว…” โจดี๊ด๊าดีใจที่วนิษาละเมอเรียกหา แต่พอเข้าไปฟังใกล้ๆ ว่าเธอจะพูดอะไรต่อ ก็สะดุ้งเฮือก “ไอ้บ้า! ปากเสียไปตายซะไป!” โจเสียความรู้สึกบ่นเซ็งๆ “อะไรวะขนาดหลับยังด่าได้อีก”

พอถอยออกมาได้ยินเธอละเมอเรียก “คุณชาย… เฮีย…วนิขอโทษ…ขอโทษ…” น้ำตาไหลลงอาบแก้ม โจเอาผ้าเช็ดหน้าตัวเองออกมาซับน้ำตาให้ด้วยความสงสาร…

เมื่อวนิษาตื่น โจปลอบใจเธอว่า “มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลย ไม่มีใครอยากเห็นเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับคนที่ตัวเองรักหรอก” วนิษาบอกว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างตน โจถามว่า “เป็นผู้หญิงกินผัวน่ะหรือ” พูดไม่ทันขาดคำก็ถูกตบหน้าเพียะ! วนิษาเจ็บปวดที่ถูกกรีดย้ำรอยแผลแล้วรีบลงจากรถไป โจยังพูดตามหลังว่า

“ถ้าคุณอยากเอาชนะคำคำนี้ คุณก็ต้องเริ่มต้นใหม่แล้วให้โอกาสตัวเอง การขังตัวเองอยู่กับสิ่งเก่าๆ มันไม่ทำให้คุณดีขึ้นมาได้หรอก”

“แต่การขังตัวเอง มันก็ทำให้ไม่มีใครต้องมาโชคร้ายเพราะฉันอีกไม่ใช่เหรอ” วนิษาพูดโดยไม่หันมองแล้วเดินเข้าคอนโดไป โจได้แต่มองตามด้วยความสงสาร เห็นใจ แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่เธอเอาแต่โทษตัวเองอยู่อย่างนี้…

โจไปสืบเรื่องการตายของสถาพร โดยให้ซูซี่พาไปบ้านเมียของสถาพรที่ซูซี่เคยเห็นจากรูปที่สถาพรเอาให้ดูแต่ถ้าได้ไปเห็นบ้านตนจำได้แน่

ไปถึงซูซี่จำได้จริงๆ แต่จากสภาพบ้านที่มีจดหมายอยู่เต็มกล่องจดหมายหน้าบ้านและใบไม้ใบหญ้าที่รกภายในบริเวณบ้าน โจคะเนว่าไม่มีคนอยู่บ้านนี้แล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน แต่สถาพรเพิ่งตายไปสิบกว่าวัน โจอนุมานว่า เจ้าของบ้านไปก่อนที่สถาพรจะเสียชีวิต

เมื่อเข้าไปดูในบ้าน โจเห็นโบรชัวร์สถานที่แห่งหนึ่งเขาหยิบดูแล้วพับใส่กระเป๋า ซูซี่ถามว่าได้อะไรบ้างไหม โจบอกว่าไม่มี ชวนกลับไปก่อนดีกว่าเดี๋ยวเจ้าของบ้านมาเห็นเข้า ซูซี่เห็นด้วยเร่งให้รีบไปกันเลย

ระหว่างทางกลับ โจถามซูซี่ว่าคิดอย่างไรกับสถาพร ซูซี่ยอมรับว่าตนชอบสถาพรแต่สถาพรไม่ได้ชอบตน ที่เขาโอบตนในวันสอนตำส้มตำนั้นทำเพื่อรั้งตนไว้เท่านั้น เพราะถ้าตนลาออกต้องกระทบกิจการของเขาแน่ เพราะตนมีฝีมือจนได้รับรางวัลครกทองคำรับประกัน โจเลยเอ่ยปากว่า “งั้นว่างๆ ตำให้ผมกินหน่อยสิครับ”

“ได้สิ วันไหนว่างๆ ฉันไปตำให้เธอกินที่บ้าน ถ้าไม่อร่อยให้เหยียบเลย”

กลับถึงบ้านโจโยนสากทองเหลืองที่หยิบติดมือมาถามป๋องว่าจำไอ้นี่ได้ไหม พอป๋องจำได้ โจวิเคราะห์ให้ฟังว่า

“ตอนนั้นเราคาดว่าอาจเป็นเคล็ดลับทำให้ซูซี่ตำส้มตำได้อร่อย แต่วันนี้ตอนที่ฉันถามเขาเรื่องส้มตำ เขาไม่พูดถึงไอ้สากนี่ซักกะแอะ แม้กระทั่งตอนที่บอกว่าจะตำให้ฉันกินเขาก็บอกว่าได้เลยให้มาตำที่บ้านก็ได้ ถ้าไม่อร่อยให้เหยียบ หมายความว่า สากหนักๆอันนี้ไม่เกี่ยวกับเคล็ดลับความอร่อยเลย”

แต่โจกลับบอกว่าปัญหาเรื่องสากนี้เอาไว้ก่อน ตอนนี้มีเรื่องใหม่ต้องทำ แล้วโจก็เอาโบรชัวร์ใบนั้นให้ป๋องดูบอกว่าหยิบมาจากโต๊ะเครื่องแป้งของเมียสถาพร มันเป็นสถาบันลดความอ้วนด็อกเตอร์แพรว ป๋องถามว่ามันคืออะไรหรือ?

“อะไรไม่รู้แต่ฉันเดาว่าเมียสถาพรอาจจะอยู่ที่นี่ เราต้องไปสืบดูว่าเขาอยู่ที่นี่จริงไหม ถ้าจริง เกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่ออกมา??”

ที่หน้าโรงภาพยนตร์ที่มีการจัดรอบกาล่ารายได้เพื่อการกุศล ระรินกำลังถูกสื่อรุมถ่ายรูปและสัมภาษณ์

นักข่าวถามว่าวันนี้ฉายเดี่ยวหรือพระเอกหายไปไหน? ระรินยิ้มระรื่นตอบว่าตัวไม่ได้ติดกันต้องมีห่างกันบ้าง ตนชวนแล้วแต่กริชติดธุระไม่ว่าง

ไม่ทันสิ้นเสียงระริน กริชก็ควงวนิษาเข้ามาในงาน บรรดานักข่าวฮือกันไปทางนั้น ทิ้งระรินยืนมองค้างอย่างโดดเดี่ยวอยู่ตรงนั้น

วนิษาติงกริชว่าไหนบอกว่าไม่มีนักข่าว เขาบอกว่าถ้าเธอไม่สบายใจจะหลบไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวตนจัดการเอง วนิษาจึงขอตัวแยกไป แต่เจอนักข่าวอีกกลุ่มดักไว้ทำให้เธอต้องเดินกลับมายืนเผชิญหน้านักข่าวกับกริช นักข่าวถามว่ามาด้วยกันหรือ ทั้งสองคนบอกว่าเจอกันโดยบังเอิญที่ลานจอดรถเลยเดินมาด้วยกัน

ระรินแก้หน้า ทำทีถามกริชว่าไหนว่าจะไม่มา จะมาเซอร์ไพรส์ตนใช่ไหม กริชทักว่าเธอมาด้วยหรือ ระรินหัวเราะระริกบอกว่ากริชตลกอีกแล้ว พอกริชขอตัวจะไปกับวนิษา ระรินก็ควงแขนหมับบอกว่าน้องๆ นักข่าวอยากได้รูปคู่ แล้วโพสท่าคลอเคลียสนิทสนมให้นักข่าวถ่ายรูป

กริชแอบมองเห็นวนิษาเดินออกจากงานไปคนเดียว เขารีบตามไปขอกลับด้วยคนเพราะรถตนยังซ่อมไม่เสร็จ พอกริชขึ้นรถวนิษา นักข่าวก็วิ่งตามถ่ายรูปกันเกรียว เสร็จแล้วกลับมาถามระรินที่ยังยืนเหวออยู่ว่า ไม่เข้าไปดูหนังหรือ อีกคนดักคอว่าอย่าบอกนะว่ารอกริช เพราะกริชขึ้นรถไปกับวนิษาแล้ว

ระรินอึ้ง เหวอ นักข่าวคนนั้นสะกิดช่างภาพให้เก็บภาพหน้าเหวอของระรินไว้ทันที

ระหว่างกริชนั่งรถวนิษาไปนั้น เขาพยายามเผยความในใจกับเธอด้วยภาษาดอกไม้สวยงามเหมือนพระเอกในละคร ถูกวนิษาเตือนว่า อย่ารีบร้อนนักเลย ให้อะไรๆมันมีเวลาของมันบ้างดีกว่า ส่วนโจก็ฮึดฮัดๆ แกล้งด่ารถคันหน้าบ้าง รถคันข้างๆบ้าง ประชดกริชไปตลอดทาง แม้วนิษาจะรู้ทันแต่ก็เอาผิดโจไม่ได้

วันรุ่งขึ้น ขณะระรินกับเพ็ญแขเข้าสปาเห็นพวกพนักงานกำลังรุมกันดูข่าวบันเทิงในแท็บเล็ต เป็นข่าวของระรินพอดี มีรูปสองรูป รูปหนึ่งระรินยืนรอกริชอยู่หน้าโรงหนัง อีกรูปกริชกำลังขึ้นรถวนิษาไปด้วยกัน บรรยายภาพไว้ว่า

“ภาพเหตุการณ์ขณะระรินรอกริช แต่กริชแอบแว้บไปขึ้นรถวนิษาออกจากงาน งานนี้ต้องบอกว่า จ๋อยลื่น เสียบ ส่วนใครจะจ๋อย จะลื่น จะเสียบ วิเคราะห์กันเองนะค้า”

เพ็ญแขโมโหบอกว่าจะไปตบวนิษาให้หน้าแหกถึงท้ายทอยเลย ระรินบอกแม่ว่า

“ใจเย็นค่ะ เก็บมือไว้ก่อน ตอนนี้นอนนวดให้สบายๆ จะได้มีสติคิดว่าต้องตอบโต้มันยังไงถึงจะสาสมกับความแสบของมัน ยัยวนิษา”

ปฐมยังไม่ไว้ใจโจ แอบติดตามสอดส่องการเคลื่อนไหวและหาหลักฐาน กระทั่งเข้าไปดูในห้องพักของโจบนดาดฟ้า แต่นอกจากไม่ได้อะไรแล้ว ยังถูกโจจับได้ว่ามีคนเข้ามาที่ห้องตนเพราะเครื่องหมายที่ทำไว้อยู่ผิดที่

โจรู้ตัวว่าถูกปฐมจับตาดู เขาโทรศัพท์นัดป๋อง ปฐมขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปไม่ให้คลาดสายตา แต่ปฐมก็ไม่พ้นสายตานักสืบของโจ เขารู้ตัวว่าถูกมอเตอร์ไซค์ตาม เขาจึงทำทีหยุดไปฉี่แล้วเดินผ่านปฐมไปที่รถขับออกไป ปฐมมองตาม…

โจเปลี่ยนไปใช้บ้านป๋องเป็นที่ทำงานสองสามวันเพื่อหลอกให้ปฐมตายใจ ป๋องเอาโบรชัวร์ใบนั้นออกมารายงานว่า

“ที่พี่ให้ผมไปสังเกตการณ์ ที่นี่เป็นสถาบันลดความอ้วนเอกชนที่รับเฉพาะผู้หญิง เข้มงวดพอสมควร อยู่ดีๆเขาคงไม่ให้เราเดินไปหาเมียสถาพรง่ายๆหรอก โจจึงให้ป๋องเจรจากับป้าเขาให้ช่วย โดยให้ป้าของป๋องแต่งทองเต็มตัวส่วนโจก็ปลอมตัวทำเป็นคนรักที่พาแฟนมาลดความอ้วนเพื่อเตรียมแต่งงาน

ระหว่างที่ไปคุยกับพีอาร์นั้น โจทำเป็นเหม็นกลิ่นส้มตำปูปลาร้า พีอาร์จึงเดินไปดูว่ากลิ่นมาจากไหน โจฉวยโอกาสนั้นพลิกแฟ้มหาชื่อเมียของสถาพร จนพบว่าเธออยู่ห้อง 4B พอพีอาร์คนนั้นกลับมา โจบอกว่าช่างเถอะกลิ่นจางไปแล้ว

เมื่อพีอาร์พาป้ากับโจเดินไปแนะนำสถานที่ ป้าเกิดปวดท้องกะทันหัน พีอาร์จึงต้องรีบพาไปห้องน้ำ โจขอยืนรอตรงนั้น

พอพีอาร์พาป้าไป โจก็เดินหาห้อง 4B จนเจอ เห็นเมียสถาพรซึ่งอ้วนตุ๊นั่งหน้าละเหี่ยอยู่หน้าจานผักต้มกองเล็กๆ บอกพนักงานว่าไม่อยากกินให้เอาไปเสีย

โจเข้าไปแสดงตัวทันทีว่าตนเป็นนักสืบเอกชนชื่อโจ มีเรื่องอยากถาม ศุปราณีเมียสถาพรไล่ว่าเขาเป็นผู้ชายเข้ามาได้ยังไง โจจึงเอาอาหารที่ซ่อนไว้ในพุงปลอมออกมาให้ดูล้วนแต่เป็นของโปรดของศุปราณีทั้งสิ้น เธอมองตาค้างน้ำลายสอ โจเก็บทุกอย่างเข้าถุงบอกว่า “มันจะเป็นของคุณถ้าคุณตอบคำถามผม” เอากล้วยแขกชิ้นหนึ่งให้กินก่อน ศุปราณีกินคำเดียวหมด

“โอเค ได้สติแล้วนะ คุณศุปราณี ผัวคุณตายทั้งคนทำไมคุณยังมาอยู่ในสถาบันลดความอ้วน”

ศุปราณีโพล่งออกมาเป็นชุดว่าตนเลิกรักไปนานแล้ว เขาเป็นเพียงผู้ชายเลวๆคนหนึ่ง ทำไมตนต้องเสียเวลาด้วย โจทำเวลาเต็มที่ถามว่าแล้วทำไมเธอถึงบอกตำรวจว่าซูซี่คือฆาตกร

“ผัวฉันไม่เคยเป็นโรคหัวใจมันแข็งแรงอย่างกับม้าจะหัวใจวายตายได้ไง” โจถามว่าทำไมถึงคิดว่าซูซี่ฆ่า? “อันนี้เป็นความลับของคดีนะ ตำรวจตรวจพบสารพิษในเลือดของสถาพร คนที่จะวางยาพิษก็มีแต่ยัยซูซี่เท่านั้นแหละ”

โจถามว่ายาพิษอะไร ศุปราณีบอกว่าตนไม่รู้แล้วเร่งให้เอาอาหารให้ตนได้แล้ว โจยังเล่นแง่ถามต่อว่าแล้วครกกับสากที่ซูซี่ใช้ตำส้มตำเป็นครกกับสากอะไร ศุปราณีบอกว่าก็ครกไม้กับสากธรรมดานี่แหละ แล้วทวงของกิน พอโจส่งให้ก็กินอย่างหิวกระหาย

Advertisement