เรื่องย่อละคร รักออกฤทธิ์ ตอนที่ 16

418
รักออกฤทธิ์

บทประพันธ์ : นิตินันท์, วรรณพร, นิพล
บทโทรทัศน์ : สมภพผูกพันน้อย
กำกับการแสดง : คิง-สมจริง ศรีสุภาพ
แนวละคร :
ผลิต : บริษัท กู๊ด ฟีลลิ่ง จำกัด

เรื่องย่อละคร รักออกฤทธิ์ ตอนที่ 16

คุณยายวรางค์เดินนำโจเข้ามาในสวน พลางนั่งลงที่โต๊ะสนาม
“นั่งก่อนสิ”
“ครับ”
“ฉันมีเรื่องอยากถามเธอหน่อย” คุณยายวรางค์หน้าตาจริงจัง
“ครับผม”
“เธอรู้เรื่องการตายของคุณกริชแค่ไหน”
โจชะงัก “หมายความว่ายังไงครับ”
“บ้านตรงข้ามบ้านฉันน่ะเป็นบ้านนายตำรวจ หน้าบ้านเขามีกล้องวงจรปิด ไม่กี่วันก่อนเขามาหาฉัน จากกล้องที่เร็คคอร์ดไว้ เห็นเธอแอบปีนเข้าออกบ้านฉันด้วย”
โจนั่งเงียบ พูดอะไรไม่ออก
“ถ้าฉันเห็นก่อนหน้านี้ ฉันคงบอกวนิให้จับตัวเธอส่งตำรวจแล้ว แต่นี่ฉันได้ดูหลังจากที่เธอเป็นคนขับรถให้วนิมาสักพัก แล้วเธอก็ช่วยวนิให้รอดพ้นจากอันตรายหลายครั้ง ฉันก็เลยคิดว่าเธอคงมีจุดประสงค์บางอย่างที่ปิดบังไว้ ฉันก็เลยยังไม่ได้บอกเขา จนกว่าจะได้คุยกับเธอก่อน”
โจเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจพูด
“ครับ เป็นอย่างที่คุณยายพูดครับ”
“ตอนแรกฉันตั้งใจจะคุยกับเธอในคืนวันแต่งงานของวนิ แต่กลับมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นซะก่อน”
“คุณยายเลยคิดว่าผมมีส่วนรู้เห็นในการตายของคุณกริช”
คุณยายวรางค์ส่ายหน้า
“ฉันไม่คิดว่าเธอจะเป็นฆาตกรหรอกนะ แต่มันน่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันระหว่างเธอกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
“ครับ จะบอกว่ามีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้ ผมคิดว่าจะมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น ผมพยายามป้องกันแล้ว
แต่ในที่สุดคุณกริชก็ตายจนได้”
“เล่าให้ฉันฟังหน่อยอย่างละเอียด อย่าโกหก ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ไม่ใช่คนโง่”
โจมองหน้าคุณยายวรางค์
“จนถึงวินาทีนี้ ผมเชื่อว่าคุณยายเป็นคนฉลาดและรอบคอบมากๆ ถ้าผมพยายามจะโกหกคุณยาย ผมก็คงเป็นโง่มากๆเหมือนกัน ผมชื่อโจครับ เป็นนักสืบ”
จากนั้นโจก็เริ่มต้นเล่าเรื่องให้คุณยายวรางค์ฟังอย่างละเอียด

วนิษาเดินตามออกมาส่งโจที่รถ
“ช่วงนี้นายพักผ่อนได้ตามสบาย ฉันอาจจะค้างคืนสักสองสามคืนก็ได้ แล้วจะโทร. ไปบอกอีกที”
“ครับผม”
วนิษายิ้มให้ พลางเดินกลับเข้าบ้าน โจเดินไปที่รถ อดไม่ได้ที่จะปรายตามามองคุณยายวรางค์
แล้วก็นึกถึงบทสนทนาที่คุยกันในสวน
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะเก็บความลับของเธอไว้ จนกว่าเธอจะทำงานของเธอเสร็จ”
คุณยายวรางค์บอกกับโจ
“ขอบพระคุณมากครับ แต่ว่าคุณยายทำแบบนี้ ไม่กลัวคุณวนิษาต้องติดคุกเหรอครับ”

“ถ้าทำผิดก็ต้องติดคุก ฉันไม่กลัว แต่เรื่องของเรื่อง คือฉันเชื่อมั่นในตัววนิษา และอยากให้นักสืบอย่างเธอเป็นคนพิสูจน์ให้คุณหญิงจุ๋ม และคนอื่นๆรู้ว่าวนิษาเป็นผู้บริสุทธิ์ เธอจะเป็นคนที่ทำให้ข้อสงสัยและข่าวลือไร้สาระทั้งหลายเงียบหายไป ตั้งใจทำงานของเธอนะโจ”
คุณยายวรางค์ พาวนิษา และหนุงหนิง มาถวายสังฆทานด้วยกันที่วัด

“เวลาเครียดๆ มาทำบุญมันก็ช่วยให้จิตใจดีขึ้นนะ เพราะการเป็นผู้ให้น่ะมันทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง จิตใจที่มันอึดอัดคับเครียดก็ผ่อนคลาย สบายใจขึ้น”
“ค่ะ วนิรู้สึกสบายใจขึ้นจริงๆ”
วนิษาที่ยืนห่างออกมายืนเหม่อดูพวกคนที่มาบวชชุดขาวห่มขาวกำลังปฏิบัติธรรมกันอยู่ มีแม่ชีเป็น พี่เลี้ยง
“คุณยายคะ แล้วถ้าบวชล่ะคะ มันจะช่วยจิตใจเราไหมคะ”
“บวชอะไร บวชชีพราหมณ์น่ะเหรอ”
“บวชชีค่ะ”
คุณยายวรางค์มองหน้าวนิษา
“บวชชีน่ะมากกว่าทำให้จิตใจสงบนะ หมายถึงตัดทางโลกเลยนะ”

“คุณยายคิดว่ายังไงคะ”
คุณยายวรางค์เงียบไปครู่หนึ่ง
“ยายว่าเธอถามตัวเองดีกว่า”
วนิษาหันไปมองพวกที่นุ่งขาวห่มขาว เห็นทุกคนดูสงบ อิ่มเอิบ อดไม่ได้ที่จะคิดถึงตอนที่ ม.ร.ว. จันทร์กระจ่าง ขอเธอแต่งงาน
วันนั้นคุณชายแจ้ ยื่นหีบเงินเล็กๆ ใบหนึ่ง ดูเป็นของเก่า ลวดลายละเอียดสวยงามมาให้
“เปิดดูสิครับ”
วนิษาเปิดออก เห็นแหวนทองคำฝั่งอัญมณี ลวดลายวิจิตรบรรจง
“สวยจัง”
“เป็นแหวนที่ท่านพ่อทำให้ท่านแม่ และท่านแม่ให้ผมเพื่อให้กับผู้หญิงที่คู่ควร วนิษา คุณคือผู้หญิงคนนั้น แต่งงานกับผมนะครับ”

จากนั้นก็หวนคิดถึงวันที่เธอนั่งรอเสี่ยสมชาย ที่ภัตตาคารจีน พลันก็มีเสียงเอะอะโครมครามจากชั้นล่าง
“ข้างล่างมีอะไรรึเปล่าคะ”
บ๋อยยังไม่ทันตอบ เสี่ยสมชายก็เดินขึ้นมา
“ไม่มีอะไร ตีกันนิดหน่อย ขอโทษนะครับหว่าหวา อั๊วมาสาย”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ว้าย เฮียโดนแทงนี่นา”
วนิษาตกใจ เมื่อเห็นเลือดไหลทะลักจากขาของสี่ยสมชาย
“เรื่องเล็ก อั๊วรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าพวกมันจะมาดักอั๊วที่นี่ เลยพาคนมาเผื่อจัดการพวกมัน เดี๋ยวก็เงียบแล้วล่ะ”
“ถ้ารู้ก่อนแล้วทำไมเฮียยังจะมาอีกคะเนี่ย” วนิษาอดสงสัยไม่ได้
“เพราะอั๊วตั้งใจจะมาหาหว่าหวา อย่าว่าแต่ไอ้พวกหมาลอบกัดพวกนี้เลย ต่อให้มาเป็นกองทัพ อั๊วก็จะฝ่าขึ้นมา”
เสี่ยสมชายเผลอร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อล้วงกระเป๋าหยิบกล่องกำมะหยี่ที่เปื้อนเลือดออกมา
“หว่าหวา อั๊วอยากให้ลื้อรู้ว่าถึงอั๊วจะใช้วิธีขู่ให้ลื้อแต่งงาน แต่อั๊วก็รักลื้อจริงๆ ไม่ได้เห็นลื้อเป็นของเล่น”
เสี่ยสมชายเปิดกล่อง เห็นแหวนเพชรสวยงาม
“หว่าหวา อั๊วนัดลื้อมา เพราะอยากให้นี่กับลื้อ”
เสี่ยสมชายใช้มือที่เปื้อนเลือดหยิบแหวนเพชรสวมให้วนิษา
“หว่าหวา แต่งงานกับอั๊วนะ”
วนิษามองเสี่ยสมชาย ด้วยความซึ้งใจ

วนิษาเศร้าสร้อยรู้สึกผิด

“คุณชายแจ้ ตั่วเฮีย คุณกริช ฉันขอโทษนะคะ”
วนิษากลับมาเข้ามาในคอนโด เห็นปลายฝนกำลังถักนิตติ้งอยู่

“ปลายฝน ยุ่งอยู่รึเปล่า”
ปลายฝน เงยหน้าขึ้นมา ยิ้มให้ “มีอะไรเหรอคะ”
“ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
“ค่ะ”
“ถ้าฉันไปบวชชี เธออยู่คนเดียวได้ไหม”
ปลายฝนเงียบไปครู่หนึ่ง “ได้ค่ะ”
“แน่ใจเหรอ”
“ไม่มีอะไรนี่คะ คุณก็รู้ว่าหนูไม่ใช่เด็กใจแตก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่สูบไม่ดื่ม อ่านหนังสือพิมพ์ ติดตามข่าวสารบ้านเมือง หนูว่าหนูไม่น่าเป็นห่วงนะ”
วนิษา ยิ้มให้ปลายฝนอย่างจริงใจ
“อืม พ่อเธอเลี้ยงลูกเก่งมาก”
“แล้วชีวิตต่อจากนี้ไป หนูก็จะไม่ทำให้ป๊าผิดหวังในตัวหนูด้วย”
“งั้นฉันก็เบาใจได้”
“คุณจะบวชจริงๆเหรอ” ปลายฝนถามย้ำ
“ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นตัวกาลกิณีอย่างที่เขาว่าจริงๆนั่นแหละ ทั้งคุณชายแจ้ พ่อเธอ แล้วก็คุณกริช
ต้องมาตายเพราะฉัน ฉันอยากบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พวกเขา แล้วก็จะขอยึดบารมีของพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง”

“คุณพูดเหมือนจะบวชยาวงั้นแหละ”
“ฉันอยากจะบวชตลอดชีวิต”
ปลายฝนตกใจ “ตลอดชีวิตเลยเหรอคะ”
“ก็ตั้งใจว่าอย่างนั้น”

ในขณะที่คุณยายวรางค์ กำลังนั่งคิดอะไรอยู่คนเดียว หนุงหนิงเดินเข้ามาหา
“คุณยายกำลังคิดเรื่องที่คุณวนิจะบวชชีใช่ไหมคะ”
คุณยายวรางค์หันมามองหนุงหนิง
“แอบฟังอีกแล้วเหรอเนี่ย”
“ค่ะ เห็นคนคุยกันแล้วอดไม่ได้ ชอบแอบฟัง เวลาได้แอบฟังแล้วมีความสุขที่สุดเลยค่ะ”
คุณยายวรางค์ ถอนหายใจ
“เอาเถอะ ถ้ามันเป็นนิสัยถาวรแล้วก็คงทำอะไรไม่ได้ ใช่ กำลังคิดเรื่องนี้อยู่”
“เสียดายนะคะ”
“ใช่ เสียดาย”
“หน้าเป๊ะอย่างงั้น หาผัวได้อีกเป็นร้อยคน”
คุณยายวรางค์มองค้อน
“ไม่ใช่ย่ะ ฉันหมายถึงเสียดายชีวิตของเขา เขาน่าจะมีชีวิตที่มีความสุขกว่านี้ จะมีทางไหนช่วยเขาได้บ้างนะ”

ปลายฝนกำลังนั่งกินไอติมกับป๋อง ในขณะที่ลูกค้าโต๊ะอื่นๆ นั่งกันเป็นคู่ๆ จู๋จี๋กัน
“เดี๋ยวอยากกินอะไรอีกบอกเลยนะ วันนี้ฉันเลี้ยงขอบคุณที่นายช่วยฉันไว้วันนั้น”
ป๋องยิ้มให้ปลายฝน “ก็บอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดมาก”
“อ้ะ นี่คือคำขอบคุณของฉัน”
ปลายฝนยื่นถุงกระดาษผูกโบน่ารัก ป๋องรับมาดู แอบตื่นเต้น
“แกะดูสิ”
“แค่ถุงกับโบก็สวยแล้ว”
ปลายฝนหัวเราะ “แกะดูเลย”
ป๋องค่อยๆ แกะปากถุงที่แปะสก็อตเทป กับโบอย่างบรรจง พลางเปิดถุงออก แล้วหยิบหมวกไหมพรม ที่อยู่ข้างในออกมา
“ชอบมั้ย”
“ชอบมากครับ”
ป๋องหยิบมาสวม ปลายฝนหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป ป๋องยิ้มแล้วยักคิ้ว ปลายฝนหัวเราะ ถ่ายรูปเสร็จก็ยื่นให้ดู
“โห หมวกอะไรเนี่ย ใส่แล้วหล่อขึ้นทันตาเห็น ขอบคุณมากนะ ซื้อมาจากไหนเนี่ย”
“ไม่ได้ซื้อมาหรอก ฉันถักเอง”
ป๋องที่นั่งยิ้มอยู่ ถึงกับชะงัก ด้วยความคาดไม่ถึง
“ธะ เธอถักเองเลยเหรอ”
ปลายฝน พยักหน้า “ก็ใช่นะซิ”
ป๋องน้ำตาซึม “ปลายฝน ฉันจะเก็บรักษามันไว้อย่างดีที่สุด จะดูแลมันด้วยชีวิตของฉัน”
“เว่อร์”
“พูดจริง”
ป๋องกอดหมวกไว้แนบอก
“ปลายฝน ฉันมีเรื่องอยากบอกเธอ ตอนแรกฉันก็ลังเล แต่ตอนนี้ฉันกล้าบอกแล้ว”
“ว่า”
“ฉัน ฉันชอบเธอน่ะ”
ปลายฝนอึ้งไป ป๋องพูดย้ำ
“ฉันชอบเธอ เธอว่าไง”
“ฉัน ขอโทษนะป๋อง ฉันมีคนที่ชอบแล้ว”
ป๋องอ้าปากค้าง หน้าซีด เหมือนโดนฟ้าผ่ากลางใจ
“ว้า ฉันขอโทษ ฉันไม่น่าให้หมวกเธอเลย ฉันอยากทำสิ่งดีๆให้เธอ ตอนแรกก็กลัวเหมือนกันว่าเธอจะเข้าใจผิด แต่เห็นเธอเป็นนักสืบ เธอน่าจะรู้ว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว นี่เธอไม่รู้จริงๆเหรอ”
ป๋อง ส่ายหน้า
“ไม่รู้ ฉันเป็นนักสืบที่ห่วยแตก แล้วฉันก็ไม่เคย แล้วก็ไม่คิดจะสืบเรื่องของเธอด้วย”
ปลายฝน ก้มหน้า “ขอโทษนะ”
“ไม่ต้องขอโทษ ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ ฉันไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องซีเรียส”

ป๋องฝืนหัวเราะ
ป๋องกลับมาถึงบ้าน ก็เอาแต่นอนกอดหมวกไหมพรม แล้วร้องห่มร้องไห้ โจที่กำลังนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับโหร,การทำนายดวงชะตาราศี, การดูลายมือ อยู่ที่โต๊ะทำงาน ถึงกับทนไม่ได้

“เฮ้ย หนวกหูโว้ย ฉันอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย”
“ขอโทษครับ ผมไม่ตั้งใจ มันหยุดไม่ได้ พี่ทำงานไปเถอะครับ อย่าสนใจผมเลย”
ป๋องพูดไป สะอึกสะอื้นไป
“ฉันจะทำงานยังไง มีแกมานั่งเป็นมอญร้องไห้อยู่แบบนี้น่ะ”
“พี่ทนเอาหน่อยเหอะ สภาพแบบนี้ผมไม่กล้ากลับบ้าน พี่เอาทิชชู่ชุบน้ำอุดหูไปก่อนครับ” โจถอนใจ “น่าสงสารก็น่าสงสาร น่าถีบก็น่าถีบ”

โจหยิบหนังสือ ที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อที่ระเบียง
“ทารกแรกเกิดนั้นเป็นธาตุบริสุทธิ์ ปัจจัยภายนอกเพียงเล็กน้อยที่มากระทบ ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรุนแรงและถาวร คลื่นรังสีจากดวงดาวต่างๆ บนฟากฟ้าก็เช่นกัน แต่ละดวงล้วนมีผลทั้งในทางดีและร้าย โดยเฉพาะตอนที่เราออกจากครรภ์มารดาสู่โลก มันจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราไปจนตาย”
โจละสายตาจากหน้าหนังสือ พลางดูเหล่าดวงดาวบนฟากฟ้า

โจนั่งจิบกาแฟรออยู่ที่โต๊ะใต้ร่มไม้ในวังวาสุวงศ์ พลางมองไปที่ศาลาในสวน เห็นวนิษากำลังคุยกับหม่อมจันจิรา
“เรื่องที่เธอจะบวชเนี่ย ฉันจะบอกว่าไม่เห็นด้วยก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะถึงยังไง มันก็เป็นเรื่องบุญเรื่องกุศล แล้วฉันก็เชื่อว่าเธอคงไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใช่ไหม”
วนิษา ยิ้มให้หม่อมจันจิรา
“ค่ะ อะไรที่วนิเคยล่วงเกินหม่อมแม่ วนิขออโหสิกรรมด้วยนะคะ”
“ตามประเพณีก็ต้องว่าอย่างนั้น ว่าฉันให้อโหสิกรรมเธอ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว เธอไม่เคยล่วงเกินอะไรฉันเลย วนิษา เธอดีกับฉันเหมือนลูกแท้ๆ ของฉัน ฉันขออวยพรให้เธอพบความสงบสุข ร่มเย็นจาพระพุทธศาสนา อย่าให้มีอุปสรรคหรือความทุกข์ยากใดๆมาแผ้วพานเธอเลย”
วนิษากราบที่ตักหม่อมจันจิรา
“ขอบพระคุณหม่อมแม่มากค่ะ”
หม่อมจันจิราลูบศีรษะวนิษาด้วยรักและสงสาร ในขณะที่ ม.ร.ว. จันทร์ธิดากับพจน์ ยืนแอบฟังอยู่อีกมุมหนึ่ง
“นี่ คุณพจน์ ถ้ายัยวนิษาบวชแล้ว ทรัพย์สมบัติของยัยนั่นจะตกเป็นของใครคะ”
“ก็ยังเป็นของเขาอยู่น่ะสิ”
“อ้าว เป็นแม่ชีมีเงินได้ด้วยเหรอ” คุณหญิงจุ๋ม แปลกใจ
“ได้สิ เขาไม่ได้ห้ามนี่”
“งั้นพอมันบวชแล้ว เราต้องช่วยกันบิ๊วให้มันคืนเงินชายแจ้มา”
พจน์ยิ้ม พลางพึมพำกับตัวเอง
“เออใช่ แบบนี้ง่ายกว่าตั้งแยะ”
“ง่ายกว่าอะไรคะ”
พจน์ส่ายหน้า แล้วรีบตอบกลบเกลื่อน
“เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไร ฉันเห็นด้วยว่าเราต้องหาทางพูดให้วนิษาคืนเงินของชายแจ้มา ท่าทางเขาก็ดูปลงๆอยู่ น่าจะยอมคืนเงินให้เราได้ไม่ยาก”
“ขอให้มันจริงเหอะ ไม่ใช่จะบวชแล้วยังงกเงินอยู่”

โจนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ริมห้องในบ่อน ขณะที่วนิษาคุยกับปฐม
“หลังจากฉันบวชแล้ว เรื่องทางบ่อนคงต้องขอให้คุณปฐมช่วยดูแล”
“ตั่วเจ๊ครับ ผมอยากให้ตั่วเจ๊ทบทวนเรื่องบวชอีกที คิดถึงพี่น้องเราด้วย ผมรู้ตัวว่าผมไม่มีบารมีพอจะดูแลเรื่องธุรกิจของตั่วเฮียได้หรอกครับ”
“ฉันเชื่อว่าคุณปฐมทำได้ค่ะ”

ปฐมแอบมองวนิษา แอบครุ่นคิดบางอย่าง ในขณะที่โจแอบมองท่าทีของปฐมอย่างไม่วางตา
โจมานั่งกินข้าวกับวนิษา ที่ร้านริมทาง

“มื้อนี้ผมขอเลี้ยงคุณแล้วกัน”
“เนื่องในโอกาสอะไร” วนิษายังงงๆ อยู่
“เรื่องที่คุณจะบวชยังไง”
“ขอบใจ เลี้ยงข้าวแบบนี้แปลว่านายเห็นด้วยใช่ไหม ที่ฉันจะบวชอุทิศส่วนกุศลให้กับสามีทั้งสามเนี่ย”
“ถ้าใจคุณอยากบวช ก็บวชไปเถอะครับ”
วนิษา หน้าสลด

รักออกฤทธิ์
“ฉันก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วฉันอยากบวชจริงๆหรือเปล่า หรือฉันแค่รู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้พวกเขามีอันเป็นไป พวกเขาทั้งสามคนดีกับฉันมาก”
“อะไรทำให้คุณรู้สึกผิด”
โจถาม พลางมองตาวนิษา “คุณฆ่าพวกเขาเหรอ”
“ถึงไม่ใช่ก็เหมือนใช่ ฉันมันเป็นผู้หญิงกาลกิณี มีดวงกินผัว ถ้าพวกเขาไม่ได้แต่งงานกับฉัน พวกเขาคงไม่ตายหรอก”
โจเงียบไป
“เมื่อก่อนเวลาพูดเรื่องนี้นายจะเถียงคอเป็นเอ็นว่าไม่มีจริง แต่ทำไมวันนี้เงียบไป นายเริ่มเชื่อแล้วใช่ไหม”

“ผมยอมรับว่าผมเริ่มลังเล”
วนิษายิ้มเศร้าๆ “ไหนๆฉันก็จะบวชแล้ว นายจะบอกฉันได้รึยังว่านายเป็นใคร”
“ผม”

โจอึกอัก วนิษารีบพูดตัดคอ
“ขอร้องนะ อย่าบอกนะว่าความจำเสื่อมอยู่”
“เอาเป็นว่า วันที่คุณบวช ผมจะบอกความจริง จะได้อโหสิกรรมกันไปเลย”
“ได้ ฉันจะรอ”

หลังจากนั้นโจ ก็ขับรถมาจอดที่หน้าคอนโด วนิษามองโจผ่านกระจกมองหลัง
“ฉันมีอีกคำถาม อยากถามนาย”
“ครับ”
“นายอยากให้ฉันบวชไหม”
“ความรู้สึกของผมน่ะเหรอ”
โจย้อนถาม วนิษาพยักหน้า
“ถ้าคุณบวช ผมต้องบอกความลับของผม แถมผมยังตกงานอีกด้วย ถ้าคุณไม่บวช ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ผมไม่อยากให้คุณบวช”
“เพราะไม่อยากบอกความลับ แล้วก็ไม่อยากตกงาน แค่นี้เองเหรอ”
“ครับ”
วนิษาฝืนยิ้ม “ก็ดี ฉันจะบวช”
วนิษาลงจากรถ โจมองตาม แววตาเจ็บลึกๆพอกัน
“คุณวนิ คุณบวชหรือไม่บวช ยังไงเราก็ต้องจากกันอยู่ดี”
โจมองตาม จนวนิษาเข้าลิฟต์ไป พอหันกลับมา ก็เจอหนุงหนิงมาเกาะข้างๆกระจกรถ แนบหน้ากับกระจกจนหน้าตาดูบิดเบี้ยว
“เฮ้ย”
โจตกใจร้องลั่นไม่เป็นภาษา หนุงหนิงกระพริบตาปริบๆ ทำท่าให้เขาลดกระจกลง
โจปรับความรู้สึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆลดกระจกลง
“เห็นหน้าเค้าแล้วดีใจมากเลยเหรอตะเอง”
“ตกใจเกือบตาย นี่เธอเป็นนักฆ่ารับจ้างได้เลยนะหนุงหนิง จู่ๆโผล่มาเกาะกระจกแบบนี้ ถ้าเป็นคนแก่หัวใจวายตายแน่ ไม่มีหลักฐานให้เอาผิดด้วย สนใจรับจ็อบไหม เงินดีนะ”
“ไม่เอา กลัวเขาไม่ตายแต่จะไล่ปล้ำฉันแทนอ่ะ”
โจขำ “จับปล้ำมัดตราสังข์ผูกสายสิญจน์ให้น่ะสิไม่ว่า”
“แหม แซวสาวเก่งนะเนี่ย ฮิๆ เอาเถอะ เรื่องส่วนตัวของเราสองคนไว้ทีหลังนะ คุยเรื่องงานก่อนนะคะคุณนักสืบ”
โจอ้าปากค้าง
“คุณยายเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว ฉันรู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด ถึงฉันจะอึ๋ม ฉันก็มีสมองนะยะ”
“ตกลงเธอมาหาฉันมีเรื่องอะไร”
หนุงหนิง เอียงหน้ามากระซิบ

“คุณยายอยากพบคุณ ท่านรออยู่แถวนี้แหละ”
คุณยายรางค์กับโจ นั่งคุยกันอยู่ที่ร้านไอติมใกล้ๆ คอนโดของวนิษา

“ขอโทษนะที่ทำลับๆล่อๆแบบนี้ อยากคุยแบบเห็นหน้าแต่ไม่อยากให้วนิษารู้เรื่อง”
“คุณยายมาหาผมแบบนี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นดีเหมือนกัน”
คุณยายวรางค์หัวเราะ
“ก็เป็นเรื่องภารกิจลับๆอ่ะนะ คนอื่นอาจจะตื่นเต้นแต่เธอคงจะชินอยู่แล้วล่ะ”
“ลองบอกมาก่อนสิครับว่าเรื่องอะไร”
คุณยายวรางค์ ถอนหายใจ
“บอกตรงๆว่าฉันไม่เห็นด้วยที่วนิจะบวช แต่ฉันไม่อยู่ในฐานะที่จะไปขัดขวางอะไรเขาได้”
“ทำไมล่ะครับ” โจแปลกใจ

“เราบวชเพื่อแสวงหาการหลุดพ้น เราบวชเพราะเราเห็นแล้วว่าโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้เรา
มัวเมาลุ่มหลง เราบวชเพราะเราในศรัทธาในพระธรรมของพระพุทธเจ้า เราไม่ได้บวชเพื่อหนีปัญหา”
“คุณยายไม่เห็นด้วยที่คุณวนิจะบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้สามีทั้งสามของเธอเหรอครับ”
คุณยายวรางค์ พยักหน้า
“ที่ผ่านมาวนิษาทำบุญมากมายให้บรรดาสามีของเธออยู่แล้ว คำว่าบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลน่ะ
เป็นเพียงข้ออ้าง เธอแค่จะใช้วัดเป็นที่ซ่อนตัวจากโลกภายนอกที่เธอกลัวและไม่กล้าที่จะอยู่อีกต่อไป”
“หลายคนก็ทำแบบนั้นไม่ใช่เหรอครับ”
“ใช่ แต่พวกเขาจะไม่ได้พบความสุขสงบอะไรหรอก การบวชแบบนั้นเป็นแค่การหลอกตัวเอง”
“ผมเห็นด้วยกับคุณยายครับ”
คุณยายวรางค์ ฟังคำตอบของโจ ด้วยความแปลกใจ
“ผมเป็นเด็กวัดครับ แบบที่คุณยายพูดผมเห็นมามากแล้ว”
“ฉันไม่อยากให้วนิษาเป็นแบบนั้น”
“แล้วคุณยายจะให้ผมทำอะไร”
“ล้มงานบวชของวนิษาซะ”
โจหัวเราะเบาๆ
“ยากไปมั้งครับ ในเมื่อตอนนี้ใจเขาอยากบวชเต็มแก่ ส่วนผมก็เป็นแค่คนขับรถ คุณยายจะให้ผมทำยังไงเหรอครับ”
“ฉันก็ไม่รู้ แต่ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนเก่ง เอางี้ถ้าเธอทำสำเร็จ ฉันมีค่าจ้างให้”
วรางค์หยิบกล่องกระดาษเล็กๆออกมา เปิดฝากล่องให้โจดู
“นี่มัน”
คุณยายวรางค์ปิดฝากล่อง
“เธอคงเข้าใจความหมายของมันดี ฉันไม่ได้เชียร์เธอ แต่ฉันให้โอกาสเธอ”
“ผมยอมรับว่าคุณยายดูไม่ผิด แต่คุณยายเก็บมันไว้เถอะครับ ผมมีฉายาโจตัวซวย ใครเป็นนายจ้างผมน่ะ ซวยตลอด”
“ฉันไม่เชื่อแล้วก็ไม่กลัว ฉันให้เธอทำงานฉันก็ต้องมีค่าจ้างให้ ตกลงเธอจะรับงานนี้ไหม”
โจเงียบไป
“ช่วยวนิด้วยเถอะนะ นายดาว”
โจนิ่งเงียบ พลางคิดถึงคำพูดของวนิษา
“ก็ดี ฉันจะบวช”
สีหน้าวนิษาดูเศร้ามาก
โจตัดสินใจ “ขอผมคิดดูก่อนนะครับ”

โจกลับมาถึงบ้าน แล้วก็เอาแต่นั่งเงียบ จนป๋องทนไม่ได้
“พี่กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ”
“ถ้าวนิษาเป็นกาลกิณี เป็นผู้หญิงกินผัว ก็ถือว่าเธอเป็นฆาตกรทางอ้อม การบวชก็ถือเป็นการชดใช้ให้เหยื่อ ถือว่าทำถูกต้องแล้ว แต่ถ้าวนิษาไม่มีดวงกินผัว การตายของผัวสามคนก็ไม่เกี่ยวกับวนิษา ดังนั้นบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลก็ถือว่าไม่ถูกต้อง”
“แต่เราพิสูจน์เรื่องดวงไม่ได้นี่ครับ”
“ไม่แน่” โจพูดอย่างมั่นใจ “เช่นถ้าฉันหาหลักฐานได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการฆาตกรรม เป็นฝีมือของคน เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดวงอีกต่อไป”
“แต่จนป่านนี้เราก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเรื่องฆาตกรรม”
“ตอนนี้ฉันถึงลังเลว่าดวงกินผัวมีจริง แต่ว่าถ้าดวงกินผัวมีจริง โจตัวซวยก็มีจริง แต่ฉันรับเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะคนที่มีพระคุณที่สุดในชีวิตของฉัน คนที่เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของฉัน บอกฉันว่าโลกนี้ไม่มีโจตัวซวย”
“หมายถึงหลวงพ่อเหรอครับ”
โจ พยักหน้า
“ใช่ ท่านย้ำสอนฉันมาตั้งแต่เด็กๆ จนฉันรู้สึกว่า ถ้าฉันเชื่อเรื่องนี้ฉันจะเป็นคนเนรคุณต่ำช้าสามานย์ไปทันที”
“แล้วพี่จะเอายังไงครับ” ป๋องย้อนถาม
“เฮ้อ สับสนมากเลยว่ะ”
โจถอนหายใจ พลางหยิบหนังสือบนโต๊ะมาเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือเรื่อง “ตรวจกรรมระดับนาโน โดย เม้ง จิตทิพย์”
“หมอนี่อาจจะแก้ปัญหาให้เราได้”
“เม้ง จิตทิพย์ พี่จะไปหาเขาเหรอ”

โจพยักหน้า
ออฟฟิศของ อ. เม้ง ซึ่งเป็นตึกแถวคูหาเดียว ค่อนข้างเรียบร้อย ดูทันสมัย ไม่มีของแปลกๆอะไรมาก มีเพียงโต๊ะหมู่บูชาและพระพุทธรูปธรรมดา แต่มีหนังสือเยอะมาก

อ. เม้งเปิดประตูเข้ามาในออฟฟิศ โจกับป๋องที่ซุ่มรออยู่ รีบหยิบหน้ากากไอ้โม่งมาสวม โจรีบปราดเข้าประกบ ขณะที่ป๋องไปปิดประตู แขวนป้าย CLOSED
“ถ้าไม่อยากตายอย่างี่เง่า”
อ. เม้งพยักหน้า โจรีบผลักลงไปนั่งที่โซฟา
“นี่ปืน 9 มม. กระสุนหัวอ่อน ถ้าฉันยิงแกระยะแค่นี้ หัวกระสุนจะพุ่งเข้าไปป่นกระดูกของแกจนเละ แล้วพุ่งออกอีกด้าน พร้อมกับตีคว้านเนื้อของแกหลุดออกมาด้วยแผลเท่ากำปั้น เข้าใจมั้ย”
อ. เม้งหน้าเสีย โจพูดเสียงเข้ม

พร้อมกับตีคว้านเนื้อของแกหลุดออกมาด้วยแผลเท่ากำปั้น เข้าใจมั้ย”
อ. เม้งหน้าเสีย โจพูดเสียงเข้ม
“ฉันถามแกตอบ แกโกหกฉันยิงแก ตกลงไหม”
“ตะ ตกลงครับ”

โจจ้องตา อ. เม้ง
“ใครใช้ให้แกโกหกชาวบ้านเรื่องดวงกินผัวของคุณวนิษา”
อ. เม้งงงไปวูบหนึ่ง

“คุณวนิษา อ๋อ แม่ม่ายพันล้านคนนั้นน่ะเหรอ ใช่ ผมบอกเขามีดวงกินผัวหรือนารีบริโภคภัสดา
แต่ไม่มีใครจ้างผมหรอก”
โจเอาปืนกดหัวเข่า อ. เม้งหน้าเสีย
“ถ้าไม่อยากขาเป๋ก็บอกความจริงมา”
“ผมยืนยันไม่มีใครจ้างผม ดวงเธอเป็นอย่างนั้นจริงๆ”
“ฉันไม่เชื่อ ฉันจะยิงพุงแกละกัน ยิงตรงนี้แกจะทรมานสุดๆ ก่อนที่จะตาย ลำไส้ของแกจะขาด ไอ้ที่ทะลักออกมา ก็จะบวมพองจนยัดกลับเข้าไปไม่ได้”
โจเอาปืนกดพุง อ. เม้ง ที่กลัวจนตัวสั่น
“อย่ายิงผมเลย ผมพูดความจริง หมอดูอย่างผมต้องยึดสัจจบารมีเป็นที่ตั้ง ผมโกหกไม่ได้ ผิดคำพูดไม่ได้”
โจ แสยะยิ้ม
“เห็นพุงไม่มีค่าใช่มั้ย งั้นตรงกล่องดวงใจนี่ล่ะ”
พลางเอาปืนกดที่เป้ากางเกง แล้วขึ้นไกปืน อ. เม้งกลัวจนแทบจะร้องไห้
“ใครใช้แก”
“ไม่มีจริงๆ ผมดูตามตำราที่ผมเรียนมา อย่าทำอะไรผมเลย”
โจกดปืนลงไปอีก “ฉันจะยิงให้เละเดี๋ยวนี้เลย”
“ผมพูดความจริง ขอร้องล่ะ อย่ายิงผมเลย”
“ใครใช้แก” โจตะคอกถามย้ำ
“ไม่มีจริงๆครับ”
โจถลึงตา แล้วเหนี่ยวไก เสียงดังแชะ อ. เม้งอ้าปากค้าง โจเก็บปืน อ. เม้งรีบก้มดูเป้า โล่งอกสุดๆ รู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่
“ขอถามอีกข้อ ดวงกินผัวมีจริงเหรอ”
“ใช่ครับ ตำราว่าไว้ ขอโทษนะ“
อ. เม้งกลัวจนเสียงแห้ง พลางเดินไปกดน้ำอุ่นจากกระติกน้ำร้อนบนโต๊ะ แล้วยกขึ้นจิบ จากนั้นก็เดินไปที่ชั้นหนังสือ ใช้เวลาไล่หาหนังสือเพียงแป๊บเดียวก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่ง เปิดออก ส่งให้โจ โจรับมาดู เห็นภาพที่ถ่ายจากคัมภีร์ใบลาน เป็นลายเส้นยึกยือ รูปผู้หญิง มีตัวอักขระคล้ายๆภาษาขอม ดูขลัง
อ. เม้ง รีบอธิบาย
“ดวงนารีบริโภคภัสดา ท่านว่าลักขณาวิกฤติผิดพื้นเพ ดาวจระเข้กลับหัวหางชี้ พุธ ศุกร์ เสาร์ขี่ซ้อน ล้านสมรหาได้หนึ่งนางเดียว ดวงขบเขี้ยวเคี้ยวผัวตายทุกคน … ความหมายของมันคือเจ้าของดวงๆนี้หาเจ้าเรือนได้ยาก มีน้อยกว่าน้อย ต้องเกิดตอนดวงดาวทำมุมในลักษณะพิสดาร แต่พลังดวงนั้นรุนแรง ผู้หญิงเจ้าของดวงนี้
อยู่กินกับคู่คนไหน คู่ต้องถึงตาย”
โจวางหนังสือลง “มีทางแก้เคล็ดมั้ย”
“ดวงนี้เป็นหนึ่งในดวงอาถรรพ์โทษทั้งเจ็ด คือหมายถึงเป็น 7 พื้นดวงที่ไม่มีทางแก้เคล็ด ไม่มีทางผ่อนหนักเป็นเบา ถ้าเจ้าของดวงไม่อยากให้มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นก็มีทางเดียว คือห้ามมีผัว”

รักออกฤทธิ์

โจถึงกับเงียบไป
โจกับป๋อง เดินคุยกันออกมาตามทาง

“ดูท่าทางแล้วปล่อยให้คุณวนิษาบวชดีกว่ามั้งพี่ ฟังกลอนแล้วขนลุกไม่หายเลย ตรงตามตำราเป๊ะ”
ป๋องพูดพลาง ทำท่าขนลุก
“กลอนนั่นท่าทางจะของเก่า ไอ้หมอเม้งคงไม่ได้แต่งเองแน่ๆ”
“คนสมัยก่อนไม่แต่งกลอนกันเล่นๆหรอกพี่ ผมว่ามันมีจริงนะ เราปล่อยคุณวนิษาบวชไปดีกว่า”
โจพยักหน้า “อืม ถ้าเราขัดขวางก็เหมือนเราปล่อยฆาตกรโรคจิตออกมาเพ่นพ่าน ไม่รู้ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไปของเธอ”
“ใช่ครับ”
โจหยุดนิ่ง ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ
“ไม่ว่ะ”

“อะไรนะครับ” ป๋องถามย้ำ
“ฉันเชื่อคุณยายว่ะ ฉันว่าเขาไม่อยากบวช เขาอยากให้ใครสักคนช่วยเขา”
ป๋อง ส่ายหน้า
“ใครจะไปช่วยเขาได้ ก็ดวงเขาเป็นอย่างนี้”
“ยัง ฉันยังไม่ปักใจเชื่อเรื่องดวงกินผัว ถึงเชื่อก็ยังเชื่อครึ่งๆกลางๆ”
“โอ้โห เป็นเด็กดื้อน่าดูนะเนี่ย พี่ไม่เชื่อแล้วจะทำยังไงได้”
โจพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันจะไปหาหลวงพ่อ”

โจเดินเข้าไปในวัด พวกศิษย์วัดที่กำลังตัดแต่งกิ่งต้นไม้อยู่เห็นโจก็เข้ามาทัก โจเอาถุงขนมที่หอบหิ้วมาส่งให้ พลางถามหาหลวงพ่อสีสุก ศิษย์วัดชี้บอกทาง
โจเดินเข้าไปยังบริเวณอุโบสถ เห็นหลวงพ่อกำลังกวาดเศษใบไม้อยู่ ก็รีบเดินไปหา พลางคุกเข่าก้มลงกราบ
“สวัสดีครับหลวงพ่อ”
“เจริญพรโจ”
หลวงพ่อดูโจอย่างพินิจพิจารณา “ไปนั่งสมาธิในโบสถ์ไป เดี๋ยวค่ำๆค่อยคุยกัน”

โจเข้ามาไหว้พระประธานในโบสถ์ พลางมองไปรอบๆ แล้วนั่งสมาธิ หลับตา ค่อยๆกำหนดลมหายใจ แต่พอนึกถึงหน้าวนิษา ก็สมาธิหลุด

โจกำลังนั่งกอดเข่าดูรูปเขียนที่ผนังโบสถ์เพลินๆ จู่ๆก็มีไม้เท้าเคาะหัว
“ โอ๊ย”
โจหันมาเห็นหลวงพ่อสีสุก ยืนทำหน้าดุอยู่
“บอกให้นั่งสมาธิ แล้วนี่ทำอะไร
“เอ่อ ผมไม่มีสมาธิน่ะครับ”
หลวงพ่อสีสุกเดินมานั่งตรงข้างหน้าโจ “ทำไมไม่มีสมาธิ”
“ก็มันฟุ้งซ่านครับ”
“ฟุ้งซ่านเรื่องอะไร” หลวงพ่อถามต่อ
“เรื่องคนคนนึง”
“ทำไมเป็นคนคนนี้”
โจเงียบไปพักหนึ่ง “เพราะผมชอบเขา”
“แล้วไง”
“เขากำลังเดือดร้อน ผมอาจจะช่วยเขาได้ แต่ผมไม่รู้ว่าควรจะช่วยเขาดีไหม ผมเลยตั้งใจจะมาถามหลวงพ่อเรื่องนี้ เรื่องดวงเนี่ย”
“เรื่องที่เธอจะถามฉัน ฉันเคยตอบไปแล้วไม่ใช่หรือ”
โจพยักหน้า
“แล้วจะมาถามซ้ำทำไม”
“ผมเริ่มไม่แน่ใจ”
“คำตอบของฉันเหมือนเดิม ถ้าเธอไม่แน่ใจคำตอบของฉัน ฉันก็จนปัญญา เธอต้องหาคำตอบด้วยตัวเธอเอง”
“ตอบแบบนี้ หลวงพ่องอนผมรึเปล่าครับเนี่ย”
หลวงพ่อ ส่ายหน้ายิ้มๆ “เปล่า ฉันชี้ทางออกให้เธอ”
“งั้นผมถามใหม่ ถามดื้อๆเลยแล้วกัน ผมควรจะช่วยเธอไหมครับ ผมไม่รู้จริงๆว่าควรจะช่วยหรือไม่ควรจะช่วยดี”
“ทำไมถึงควรจะช่วยเขา” หลวงพ่อย้อนถาม
“ก็ ผมว่าเขาน่าสงสาร”
“แล้วทำไมถึงไม่ควรจะช่วย”
โจถอนหายใจ “เพราะเขาอาจจะเป็นฆาตกร ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม”
“ถ้าใครคนหนึ่งเป็นฆาตกร เราสงสารคนคนนั้นไม่ได้หรือ”
“ผมว่าได้ครับ”
“เราจะช่วยคนที่เป็นฆาตกรไม่ได้หรือ”
โจพยักหน้า “เอ่อ ได้ครับ”
“ได้คำตอบรึยัง จะช่วยหรือไม่ช่วย”
“ผมจะช่วยเธอครับ ขอบคุณหลวงพ่อมากครับ”
หลวงพ่อ ยิ้มอย่างมีเมตตา
“ฉันยังไม่ได้บอกอะไรเธอเลยนะ ฉันแค่ถาม ทุกคำตอบมาจากตัวเธอเอง”
“แปลว่าผมคงสับสนจริงๆน่ะครับ”
หลวงพ่อถอนใจ
“ปกติเธอเป็นคนมีสตินะโจ แต่ฉันก็เข้าใจ รัก โลภ โกรธ หลง มันทำให้ขาดสติได้เหมือนกัน งั้นฉันจะแนะนำอะไรเธอสักอย่าง ไหนๆก็มาถึงที่นี่แล้ว”
“ครับ”
“ถ้าจะช่วยเขา จงช่วยด้วยเมตตา อย่าช่วยด้วยเสน่หา”

โจนิ่งคิดตามคำพูดของหลวงพ่อ
ทางด้านปฐม กำลังนั่งคุยอยู่กับใครคนหนึ่งในร้านก๋วยเตี๋ยว

“หาคนได้รึยัง เอามือเจ๋งๆ”
“ได้ประมาณ 3 – 4 คนเฮีย”
ปฐมพยักหน้า
“3-4 คนก็ได้ ฟังนะ ให้ลงมือในวันบวชของตั่วเจ๊ ลูกน้องลื้อต้องปลอมตัวเป็นลูกน้องเสี่ยเพ้ง เข้ามาป่วนให้เละ บอกว่าตั่วเฮียของอั๊วติดหนี้พวกลื้อ 50 ล้านบาท ตั่วเจ๊ต้องรับผิดชอบ แล้วอั๊วจะช่วยเสริมให้มันดูน่าเชื่อถือ ถ้าวัดเขาเชื่อว่าตั่วเจ๊ติดหนี้ตามที่ว่า เขาก็จะไม่ให้ตั่วเจ๊บวช”

“ครับ”
“ถ้ามีอะไรผิดแผน ลื้อด้นสดเลย ที่สำคัญที่สุด อย่าให้งานสำเร็จแค่นั้นพอไปได้ หัวเด็ดเท้าขาด ตั่วเจ๊ก็บวชไม่ได้ เข้าใจไหม”
“ไม่ต้องห่วงครับเฮีย เชื่อมืออั๊วเหอะ”
ปฐมพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม

“ฉันเห็นด้วยกับพี่โจว่าแม่เลี้ยงฉันน่ะ จริงๆแล้วไม่อยากบวชหรอก ฉันแอบได้ยินเขาร้องไห้ทุกคืน”
ปลายฝนบอกกับป๋อง ขณะที่ทั้งคู่นั่งคุยกันอยู่ในฟาสต์ฟู้ด
“พี่โจก็ตัดสินใจแล้วว่าจะช่วยคุณวนิษาด้วยการทำลายงานบวชซะ”
“แล้วเขาจะทำยังไง”
ป๋องส่ายหน้า
“เห็นเขาคิดแผนมาหลายคืนแล้ว ยังคิดไม่ออก เรื่องของเรื่องคือต่อให้วางระเบิดถล่มวัดให้ราบ
แม่เลี้ยงเธอก็บวชวัดอื่น วันอื่นได้อยู่ดี”
“ใช่ หรือว่า พี่โจจะหาผู้ชายมาจีบเขา ให้เขาอยากมีแฟน”
“ฉันก็คิดเหมือนเธอเลย แต่พี่โจบอกคุณวนิษาตอนนี้น่ะ ยังไงก็ไม่มีทางคิดเรื่องผู้ชายหรอก”
ปลายฝน พยักหน้า “ก็จริง ผัวตายสามคนรวด แล้วเขาจะทำยังไงล่ะ”
“ไม่รู้ แต่เดี๋ยวเขาก็คงมีวิธีของเขานั่นแหละ”
ปลายฝนดูนาฬิกา พลางมองซ้ายมองขวา แล้วก็ยิ้ม
“มาแล้ว”
ปลายฝนลุกเดินออกจากร้าน ป๋องนั่งงง ปลายฝนย้อนมาจับมือป๋อง ดึงออกไปกับเธอ เห็นชายหนุ่มหล่อ มาดดี ยืนอยู่หน้าร้าน
“นี่พี่เอ็ม รุ่นพี่ฉัน ไง เท่มั้ย”
ปลายฝนแนะนำ ป๋องยิ้มแห้งๆ ให้
“หวัดดีครับ”
“สวัสดีครับ ป๋องใช่มั้ย”
“ครับ”
“ไปดูหนังด้วยกันมั้ย”
ป๋องส่ายหน้า แววตาเศร้า
“ไม่ดีกว่า ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวผมต้องทำงานต่อ”
“อ้าวเหรอ”
“งั้นเราไปกันเถอะค่ะพี่เอ็ม เดี๋ยวไม่ทันดูหนัง”
“ไม่ต้องรีบก็ได้ฝน ไปตอนนี้ก็ต้องไปดูโฆษณาในโรงหนังเปล่าๆ”
ป๋อง รีบบอก
“สนุกออกครับ โฆษณาในโรงหนังน่ะดี๊ดี เสียเงินค่าดูหนังแล้วเขายังใจดีแถมโฆษณาให้เราดูอีกตั้งครึ่งชั่วโมง คุ้มสุดๆเลยครับ ไม่ดูนี่เสียสิทธิ์นะครับ”
เอ็มหัวเราะ “เพื่อนฝนนี่ตลกดีนะ”
“ค่ะ นิสัยดีด้วย”
“ยินดีที่รู้จักครับ” เอ็นยิ้มให้ป๋องอย่างเป็นมิตร
“เช่นกันครับ”
“ไปกันเถอะค่ะ”
ปลายฝนจับมือ พลางดึงเอ็มไป ป๋องมองตามไป พลางทรุดลงนั่งริมถนน คอตก ตี๋อ้วนเดินมากอดคอ
“ผมเข้าใจหัวอกคุณดี”
ป๋องหันไปมองหน้าตี๋อ้วนงงๆ “เรื่องอะไรวะ”
“เรื่องอกหักไงครับ ความร้าวรานแบบนี้ ไม่เคยโดนย่อมไม่เข้าใจ คุณชิงเธอไปจากผม วันนี้ก็มีคนอื่นชิงเธอไปจากคุณ โลกเรามันก็แบบนี้แหละเพื่อนเอ๊ย”
ป๋องฝืนหัวเราะ “อย่าบอกนะว่าจะชวนไปกินเหล้าให้เมาแบบคนอกหักน่ะ”
“ไม่ครับ ป๊าสอนว่าอย่ากินเหล้าตอนอกหัก”
“ป๊าแกท่าทางเป็นคนดีนี่”
ตี๋อ้วน ยิ้มอย่างภาคภูมิ
“ป๊าสอนว่าถ้าอกหัก ให้ไปจีบผู้หญิงคนอื่นแล้วก็ทิ้งเขาซะ เราจะได้รู้สึกดีขึ้น”
“โห เลวโพดเลย”
“ครับ ผมก็ว่าป๊าผมไม่ใช่คนดีหรอก เรื่องนี้ผมไม่เชื่อเขาหรอกครับ”
ป๋องหัวเราะ พลางจับหัวตี๋อ้วนขยี้เบาๆ

“ชักอยากรู้จักป๊าแกซะแล้ว”
โจกำลังหน้าเครียด เพราะยังหาวิธีล้มงานบวชไม่ได้ ขณะเดียวกันวนิษานุ่งขาวห่มขาวอยู่ในอุโบสถ กำลังสวดมนต์ไหว้พระประธาน ห่างออกมาวลัย ยืนคุยกับคุณยายวรางค์ และหนุงหนิง

“ไอ้ลูกคนนี้ มันเห็นแม่เป็นอะไรเนี่ย จะบวชวันนี้ โทรบอกเมื่อคืน เจริญจริงๆ มันคิดอะไรของมัน
กันแน่นะ”
วลัยบ่นอุบ คุณยายวรางค์ถอนหายใจ
“ฉันก็ไม่รู้หรอก เขาคิดของเขาเอง”
“แม่น่าจะห้ามหลาน วนิยังสาวอยู่แท้ๆ จะรีบบวชไปทำไม ผู้ชายดีๆมีในลิสต์ของหนูอีกเพียบ ดีๆหล่อๆรวยๆทั้งนั้น”
หนุงหนิงตาวาว “จัดให้หนูสักคนสิคะคุณวลัย หนูอยากมีผัวแล้วค่ะ”
“ทะลึ่งน่ะยัยหนุงหนิง”
คุณยายวรางค์หันไปเห็นหม่อมจันจิรา เดินมามาตามลำพัง ก็รีบเดินเข้าไปหา

“สวัสดีค่ะหม่อม”
“สวัสดีค่ะคุณวรางค์ ดิฉันไม่ได้มาสายใช่ไหมคะ”
“ไม่หรอกค่ะ ยังสวดมนต์อยู่”
หม่อมจันจิราหน้าเศร้า
“สงสารวนิจัง โชคร้ายจริง เจอแต่เรื่องแย่ๆโถมซัดใส่ชีวิตจนแทบไม่ได้ตั้งหลัก”
“แปลว่าหม่อมก็ไม่เห็นด้วยกับการบวชเหรอคะ”
หม่อมจันจิราพนักหน้า
“ค่ะ แต่ก็ไม่รู้จะเปลี่ยนใจเขาได้ยังไง และคิดว่าคงไม่มีใครเปลี่ยนใจเขาได้ด้วย”
“อาจจะมี”
“ใครเหรอคะ”
“คนขับรถ”
หม่อมจันจิรางง คุณยายวรางค์มองไปรอบๆ แต่หาไม่เจอโจ ในขณะที่ อ.เม้งเดินเข้ามาในบริเวณ งาน หนุงหนิงรีบออกไปต้อนรับ
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ”
“หมอดูเม้งใช่ไหมคะ ไม่ทราบใครเชิญมาคะ”
อ. เม้ง ส่ายหน้า “ผมไม่ใช่หมอดูครับ ผมเป็นคนวิเคราะห์กรรมครับ”
หนุงหนิง เบ้ปาก “แหม ประดิษฐ์คำกันเหลือเกินนะ มันก็ไอ้หมอดูนั่นแหละว้า”
“คุณพูดจาแย่มาก ไปตามเจ้านายคุณมาคุยกับผมดีกว่า ว่าเชิญผมมาทำไม”
“เจ้านายฉันไม่ได้เชิญคุณมาแน่ๆ”
“นี่งานบวชคุณวนิษาใช่ไหม” อ. เม้งถามย้ำ
“ใช่ แต่คุณวนิไม่อยากให้คนอย่างคุณมางานนี้หรอก”
“เอ่อ มีคนโทรมาบอกให้ผมมางานนี้”
“แล้วคุณก็มา?” หนุงหนิงย้อนถาม
“ก็เขาบอกให้ค่าตัวดี เอ๊ย ไม่ใช่ เขาบอกมีอะไรดีๆให้ผมดู”
“ฉันไม่รู้ว่าใครโทรตามคุณมา ถ้าอยากอยู่ในงานก็อยู่ไป นี่งานบุญงานกุศล ฉันไม่อยากไล่ตะเพิดใครออกไป แต่กรุณาเก็บสุนัขไว้ในปาก อย่าปล่อยออกมาส่งเสียงระคายหูในงานนี้ ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันโหดนะ”

หนุงหนิงชี้หน้า แล้วเดินจากไป อ. เม้งแค่นหัวเราะ พลางมองไปรอบๆ งงว่าใครเป็นคนโทร.เชิญ
อีกด้านหนึ่ง ระรินกับเพ็ญแขเดินเข้ามาในอุโบสถ มองซ้ายขวา เห็นวนิษานั่งสวดมนต์อยู่

“อุ๊ยตายละ มันเอาจริงเหรอเนี่ย ตอนแรกที่ได้ข่าวมานึกว่าพูดเล่นๆ”
เพ็ญแข ยิ้มเยาะ
“อาจจะบวชตอแหลก็ได้ แค่บวชไปงั้นๆแต่แอบเล่นเน็ตเข้าเว็บสยิวกิ้ว ดึกๆก็โทรเรียกพิซซ่ามากินแกล้มเบียร์อะไรเงี้ย”
ระรินนิ่งคิด
“จริงๆแล้วทางที่ดีที่สุดสำหรับคนอย่างมันคือฆ่าตัวตายไปซะ แต่เอาเถอะ ถ้ามันอยากบวช จะบวชจริงหรือบวชเก๊ก็ได้ สำคัญว่าบวชแล้วอย่าสึกแล้วกัน”
“เสียดาย ก่อนมันโกนผมอยากจิกหัวมันแล้วตบมันให้สะใจก่อน”
ระรินมองไปที่วนิษา แววตาแค้น
“เธอควรจะบวชมาตั้งแต่ตอนคุณชายแจ้ตายแล้วด้วยซ้ำ”

ปฐมจอดรถรออยู่หน้าวัด พลางมองดูนาฬิกา เริ่มกระสับกระส่าย พลันก็มีรถตู้คันหนึ่งมาจอดเทียบ เสี่ยเพ้งยื่นหน้ามา
“รอใครเหรอวะปฐม”
“เสี่ยไม่เกี่ยว”
“รอไอ้พวกนี้รึเปล่า”
เสี่ยเพ้งพูดจบ ประตูรถตู้ก็เปิดออก เห็นชายคนที่ปฐมติดต่อไว้ โดนซ้อมและถูกจับมัดพร้อมกับลูกน้องอีก 3 คน

เสี่ยเพ้งพูดจบ ประตูรถตู้ก็เปิดออก เห็นชายคนที่ปฐมติดต่อไว้ โดนซ้อมและถูกจับมัดพร้อมกับลูกน้องอีก 3 คน
“ผมขอโทษครับคุณปฐม พวกมันมาจากไหนไม่รู้ ผมไม่ทันตั้งตัวเลย”
ปฐมหน้าเสีย“อั๊วกะอยู่แล้วว่าจะมีใครมาป่วนงานบวชของตั่วเจ๊ เลยหาป้องกันอยู่ห่างๆ แล้วก็เจอไอ้พวกนี้
คิดไม่ถึงจริงๆว่าจะเป็นฝีมือลื้อนะ ปฐม”

“เสี่ยปล่อยพวกมันไปเถอะ พวกมันเป็นพวกรับจ็อบ มาจากต่างจังหวัด ไม่ใช่คนของอั๊ว”
เสี่ยเพ้ง จ้องหน้าปฐม
“อั๊วรู้ เดี๋ยวงานบวชเสร็จเรียบร้อยอั๊วก็ปล่อย แต่ที่มาเนี่ย อยากมาบอกให้ลื้อรู้ไว้ ยังไงงานบวชก็ต้องสำเร็จ จะบอกว่าอั๊วเป็น รปภ.ให้ตั่วเจ๊ของลื้อก็ได้ บอกพวกลื้อด้วยนะ ถ้ายังมีเหลือ ว่าอย่าลงมืออีกเลย เดี๋ยวจะเจ็บตัวเหมือนไอ้พวกนี้”
“อั๊วไม่มีพวกแล้ว”
เสี่ยเพ้งหัวเราะเบาๆ
“ดูเหมือนเราจะอ่านเกมส์ทางเดียวกันนะ พอตั่วเจ๊บวช แก๊งของตั่วเฮียก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน
ลื้อถึงต้องทำแบบนี้ใช่ไหม”
ปฐมยืนเงียบ เสี่ยเพ้งพูดต่อ
“อั๊วชอบลื้อนะ อั๊วว่าลื้อเก่ง พอแก๊งตั่วเฮียเจ๊ง อั๊วอยากได้ลื้อมาเป็นลูกน้อง นี่อั๊วพูดจริงๆนะ ขอจองตัวลื้อก่อนเลย”
เสี่ยเพ้งพูดพลางรีบปิดประตูรถ ทิ้งปฐมยืนทำหน้าเซ็งอยู่คนเดียว

Advertisement